Rpr Marching Band

วงโยธวาทิต โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์

ความ “ภาคภูมิใจ” ในแววตา

ใส่ความเห็น

ความ “ภาคภูมิใจ” ในแววตา

จากประสบการณ์ความเป็นครูดนตรีในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มาตรฐานสากลแบบไทย  ข้าพเจ้าเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงบางอย่าง ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าข้าพเจ้ามีภาคภูมิที่ได้ทำงานเป็นครูดนตรีที่นี่  เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9  และข้าพเจ้าเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ผู้บริหารทุกท่าน จากการที่ได้พูดคุยและสัมผัสโดยส่วนตัว ท่านเป็นนักการศึกษาอย่างแท้จริงเข้าใจในทุกบริบทของการศึกษา  แต่องค์กรขนาดใหญ่ไฉนเลยจะสามารถเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคมรวมถึงวิสัยทัศน์ในระดับผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะกลุ่มสายวิชาการได้ทันทีทันใด ข้าพเจ้าจึงเขียนบทความสะท้อนความคิดบางอย่างเพื่อบอกว่าการศึกษาดนตรีทุกวันนี้ในโรงเรียนข้าพเจ้าเป็นอย่างไร  แล้วการดนตรีแท้จริงส่งผลอย่างไรต่อผู้เรียนเพราะบางทีสิ่งเล็กๆในแววตาของเด็กมีคุณค่ามากมายเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะมองข้ามไป

ในกิจกรรมดนตรีสากลของข้าพเจ้า มีนักเรียนหลายกลุ่มหลายสถานะทางสังคม ทั้งฐานะดีมีเงินจนกระทั่งยากจนขาดความอบอุ่น  ในเรื่องการเรียนกลุ่มเรียนดีก็มี คิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มการเรียนในระดับปานกลาง 70 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเรียนอ่อน   20 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณ

ในปัจจุบันกลุ่มหนึ่งที่มีผลการเรียนต่ำหรือเรียกว่า “แย่” เป็นเหตุทำให้ถูกครูประจำวิชาบ้างครูที่ปรึกษาหรือผู้ปกครอง สั่งให้งดทำกิจกรรมดนตรีในเวลาว่างหลังเลิกเรียน กล่าวเป็นคำพูดเข้าใจง่ายๆคือ “ห้ามเล่นดนตรี”  มองผิวเผินก็ดูสมเหตุสมผลดี คนส่วนใหญ่มองว่านี่แหละมันคือตรรกะที่ถูกต้อง แต่สำหรับทัศนะส่วนตัวและในฐานะนักการศึกษาเห็นว่าเหตุการณ์แบบนี้ต่อไปกำลังจะกลายเป็นเรื่อง สุขภาพทางวิชาการที่อ่อนแอ

เพราะอะไร?  ขอตอบอย่างไม่ลังเลว่า เรากำลัง “วิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาอย่างผิดจุด

ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้ว่า กิจกรรมทางดนตรีส่วนใหญ่หลังเลิกเรียน ใช้เวลาตั้งแต่ 16.30-18.00น.กล่าว คือ วันละ 1 ชม. 30 นาที ขอตั้งคำถามว่า เวลาเท่านี้ต่อวันมากเกินไปหรือไม่ หรือเวลาเพียงเท่านี้ทำให้การเรียนในห้องเรียนตกต่ำลงเลยหรืออย่างไร? สำหรับ เสาร์-อาทิตย์  เราจะมีกิจกรรมการซ้อมก็ต่อเมื่อมีงานสำคัญของโรงเรียน ถ้าประเมินจำนวนชั่วโมงแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าน้อยกว่านักเรียนทั่วไปมาซ้อมแสตนเชียร์กีฬาสีประจำปีของโรงเรียนแน่นอน

 แล้วการเรียนตกต่ำเพราะอะไร ดนตรี ? ศิลปะ? กีฬา? ฯลฯ 

เราทุกคนควรค้นหาก่อนว่าการเรียนตกต่ำนั้นมาจากสาเหตุใด เพราะการเรียนไม่ตกเลยสักวิชาไม่ได้แปลว่าใช้ได้  เพราะการเรียนผ่านทุกวิชา ไม่ใช่ประเมินว่า นักเรียนกำลังเรียนเก่งหรือดี หรือสามารถสรุปได้ว่า นักเรียนสามารถไปสอบแข่งขันกับเพื่อนๆโรงเรียนอื่นในประเทศไทยได้เสมอไป  และยิ่งไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จในชีวิตอนาคตของเขาเลย

แล้วนักเรียนๆแย่เพราะอะไร ?  มันน่าขันที่สุดท้ายแล้ว  การเรียนแย่และตกต่ำของนักเรียน ถูกโยนให้เป็นความผิดของตัวเด็กและกิจกรรมพิเศษที่ส่งเสริมศักยภาพส่วนบุคคลของตัวเด็ก อย่างเช่นกิจกรรมทางดนตรี การใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน ในการดนตรีของพวกเขากลายเป้าหมายในการกล่าวหา เปรียบประหนึ่งอาชญากรทางการเรียนรู้ของนักเรียนก็ไม่ปาน  แต่จะมีสักกี่คนที่มองไปให้ลึกถึงสาเหตุอย่างถ่องแท้ คือระบบการเรียนการสอนในวิชานั้นๆเองต่างหาก เพราะนั่นแหละคือสาเหตุหลักแท้จริง

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเรื่องการวัดและประเมินผลของครูอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมปัจจุบัน  การเรียนตกในแต่ละวิชาของปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะแต่ละวิชาล้วนมีคะแนนเก็บที่มากกว่าคะแนนสอบเสียอีก เนื่องจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการของไทยให้ครูมีการประเมินผลอย่างหลากรูปแบบตามศักยภาพของผู้เรียน ส่วนใหญ่ที่นักเรียนตกคือไม่ส่งงานหรือไม่มีความรับผิดชอบ  ดังนั้นนักเรียน สอบตก เป็นการสะท้อนแก่ตัวนักเรียน ในเรื่องของความไม่รับผิดชอบ ดังนั้นการตกของนักเรียนในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ตกเรื่องความไม่รับผิดชอบเสีย 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปัจจุบัน แต่ละวิชาส่วนใหญ่ในการตัดสินว่าตกหรือผ่าน กำลังประเมินคุณลักษณะความรับผิดชอบ หรือประเมินความรู้ ?

ดังนั้นถ้าหากจะประเมิน ในเรื่องความรับผิดชอบของนักเรียนกิจกรรมดนตรี ที่มีต่อสังคมการช่วยเหลือโรงเรียน เพราะเวลาโรงเรียนมีงานให้ทำภาระหน้าที่นักเรียนเหล่านี้ก็ต้องไปทำอย่างที่ไม่เห็นแก่ตัว  ยกตัวอย่างเช่นบางครั้งเขาสอบกลุ่มกันแต่ตรงกับงานที่โรงเรียนให้ไปช่วยชุมชน  กลับมานักเรียนต้องมาสอบเดี่ยวเสียเปรียบเพื่อน แต่นักเรียนก็เลือกที่จะรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน ทั้งๆที่เขาเห็นแก่ตัวได้ สามารถขอครูผู้สอนได้ว่าจะไม่ขอร่วมงานนั้นๆแต่พวกเขาไม่ทำและเขาภาคภูมิใจที่ได้ไปเป็นตัวแทนโรงเรียนเพื่อช่วยสังคมชุมชน  นี่แหละดนตรีและสังคมทางดนตรีสร้างคุณลักษณะความรับผิดชอบให้แก่เขา เรากำลังต้องการคนที่เติบโตมาให้เป็นคนในประเทศชาติของเราแบบไหน สำหรับข้าพเจ้าตอบได้ทันทีเลยว่า  การรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่คนเป็นครูควรสอนให้แก่พวกเขา  เพราะปัจจุบันความรู้มันถูกเชื่อมโยงกันหมดแล้ว

ดังนั้นถ้าประเมินเป็นคะแนนคุณลักษณะ ความรับผิดชอบ ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขาควรจะได้ เกิน 80 คะแนน เพราะความรับผิดชอบที่พวกเขามีไม่ใช่ความรับผิดชอบในวงแคบ คือเฉพาะวิชานั้นๆ แต่เป็นความรับผิดชอบในวงกว้าง ต่อโรงเรียนต่อสังคมและชุมชน แต่น่าเสียดาย ความรับผิดชอบตรงนี้กลับถูกเลือนหายไปจากใจของผู้ปกครองและ ครูประจำวิชาที่สอนพวกเขา หรืออาจเป็นเพียงข้าพเจ้าที่หลงภูมิใจในตัวพวกเขาเรื่องรับผิดชอบต่อสังคมเพียงผู้เดียว

ปัจจุบันมีนักเรียนที่ถูกตีตราว่าเรียนอ่อน ต้องออกจากกิจกรรมทางดนตรีคนแล้วคนเล่า ด้วยแรงกดดันจากสารพัดด้านทั้งครูประจำวิชา ครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง อันที่จริงน่าจะเป็นผลดีสำหรับข้าพเจ้าซึ่งเป็นครูดนตรี รับผิดชอบในกิจกรรมดนตรี  จะได้ไม่ต้องมีเด็กนักเรียนนักดนตรีที่เรียนแย่ กลายเป็นจุดอ่อนของกิจกรรมดนตรีของโรงเรียนที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบ

แต่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยมองนักเรียนที่เรียนอ่อนว่า “แย่” เพราะคิดแค่ว่าเขาอาจเรียนรู้ช้าในเวลานี้ และเมื่อเขาค้นพบศักยภาพในตัวตนเขาอาจจะกลายเป็นสุดยอดในด้านของเขา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักดนตรีด้วยซ้ำไป เขาอาจจะเป็นอะไรก็ได้มีบทบาทอะไรก็ได้ในประเทศนี้ แต่อย่างน้อยเขามีคุณลักษณะของความรับผิดชอบและเสียสละเป็นพื้นฐาน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ปัจจุบันในขณะที่ข้าพเจ้า ยังคงเฝ้าห่วงใยและคิดหาคำตอบว่า  นักเรียนที่ถูกกดดันให้เลิกเล่นดนตรีเหล่านั้น เมื่อเลิกเล่นดนตรีไปแล้วการเรียนดีขึ้นบ้างไหม ดีขึ้นเพียงพอที่จะสอบแข่งขันกับผู้อื่นได้ไม่ใช่ดีแค่ไม่ตกในแต่ละวิชา  ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกเรียน ครูที่ปรึกษาหรือผู้ปกครองมีเวลาดูแลและสอดส่องพวกเขาไหมว่าเขาเอาเวลาไปทำอะไร ทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อชีวิตไหม  ไปเดินห้างเล่นเกมส์ หรือใช้เวลาว่างได้อย่างมีประโยชน์หรือไม่ หรืออาจจะกลับบ้านเร็วทำการบ้านเอาใจใส่ในการเรียนอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและดีใจด้วย  สำหรับข้าพเจ้า หลังจากเรียนจบหากได้ทุนหรือหาทุนเรียนต่อ ปริญญาเอก ได้ก็จะเรียนต่อไปเลย  เพราะประเทศไทยเรา ถือเรื่องกระดาษใบเดียว เป็นสำคัญ พูดอะไรก็คงมีคนเชื่อถือ แต่จบมาแล้วก็จะมาเป็นครูสอนดนตรีเหมือนเดิม

คงไม่สามารถสรรหาถ้อยคำมาพรรณนาได้ว่าการเล่นดนตรีของนักเรียนที่ข้าพเจ้าสอนและเห็นมันทุกวันและบ่อยครั้ง มันมีคุณค่าต่อจิตใจครูอย่างข้าพเจ้ามากมายแค่ไหน ดนตรีเป็นวิชาหนึ่งที่เราจะได้เห็นศักยภาพตัวตนแท้จริงของนักเรียน มีคุณค่ามากกว่าคำว่าเรียนตกเรียนผ่าน มากกว่าคำว่าเกรด หรือความใฝ่ฝันในอนาคต เพราะข้าพเจ้าเห็นแววตาของคำว่า “ความภูมิใจ” และความสุขในตัวตนของเด็กนักเรียนที่ข้าพเจ้าสอน จะมีสักกี่ครั้งที่ ผู้ปกครอง หรือครูที่ปรึกษา เห็นแววตาแห่งความภาคภูมิใจ แววตาแห่งความสุขในตัวตนของมนุษย์ของบุตรหลานท่าน  แต่ข้าพเจ้ามองเห็นทุกครั้งในนักเรียนดนตรีของข้าพเจ้า

กฤษณะพงศ์ กำลังเอก

17/11/2016

ผู้เขียน: rprband

marching band of rajprachasamasai

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s